Landing Page คืออะไร ? และหน้าหน้าแลนดิ้งเพจ ที่ดีควรมีอะไรบ้าง ?

เมื่อ :
ผู้เข้าชม : 771
เขียนโดย :
Landing Page คืออะไร ? และหน้าหน้าแลนดิ้งเพจ ที่ดีควรมีอะไรบ้าง ?
Landing Page คืออะไร ? และหน้าหน้าแลนดิ้งเพจ ที่ดีควรมีอะไรบ้าง ?
เมื่อ :
ผู้เข้าชม : 771
เขียนโดย :

หน้า Landing Page ที่ดีควรมีอะไรบ้าง ?

สำหรับ "หน้าเฉพาะเจาะจง" หรือ "แลนดิ้งเพจ (Landing Page)" จัดว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่มีความสำคัญมาก ๆ เปรียบได้กับภาษิตฝรั่ง "Love at First Sight" หรือ "รักแรกพบ" ความประทับใจแรกที่ผู้ใช้บริการได้รับ สามารถสร้างโอกาสเพิ่มยอดขายได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของหน้า Landing Page จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคุณรู้ว่าควรมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง

บทความเกี่ยวกับ SEO อื่นๆ

เรามักให้ความสนใจ และทุ่มเททรัพยากรไปยังหน้าหลักของเว็บไซต์ และหน้าสินค้ากันเป็นส่วนใหญ่ โดยมองข้ามหน้า Landing Page ไป ทั้งที่ อันที่จริงหน้า Landing Page เป็นช่องทางที่มีโอกาสเปลี่ยนผู้ชม ให้เป็นผู้ซื้อ (หรือที่เรียกว่า Convertion Rate) ได้ง่ายที่สุด

เพื่อสร้างโอกาสในการขายให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด มาศึกษากันว่าเราควรออกแบบหน้า Landing Page อย่างไร ?

หน้าเฉพาะเจาะจง คืออะไร ? (What is Landing Page ?)

สำหรับ หน้าเฉพาะเจาะจง (Landing Page) (ถ้าแปลตรง ๆ ตัวคือ หน้าร่อนลง) จริง ๆ แล้วมันก็คือหน้า ๆ หนึ่งของเว็บไซต์ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้จูงใจผู้เยี่ยมชมให้กลายเป็นผู้ซื้อ บางครั้งมันก็ถูกเรียกว่า "Lead-Capture page" โดยมักจะเป็นหน้าที่เสนอผลประโยชน์ให้กับผู้เยี่ยมชมที่ยินยอมทำตามเงื่อนไข หรือกติกาบางอย่าง ตัวอย่างเช่น หากกดไลค์ (Like) แฟนเพจของแบรนด์ก็จะได้รับคูปองส่วนลดราคาสินค้าได้ xx% หรือแนะนำโปรโมชันประจำวัน เช่น ถ้าซื้อสินค้าครบ 500 บาท จะได้รับส่วนลด 10% ฯลฯ

เป้าหมายหลักของหน้า Landing Page คือ การบอกให้ผู้เยี่ยมชมได้รู้ว่า เราอยากให้พวกเขาทำอะไร ? และทำไมพวกเขาถึงควรที่จะทำมัน ? เราสามารถมองว่าหน้า Landing Page เป็นอาณาเขตพิเศษที่แยกออกจากตัวเว็บไซต์ก็ว่าได้ เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่มีความเฉพาะเจาะจง

หน้าเฉพาะเจาะจง คืออะไร ? (What is Landing Page ?)
ภาพจาก : https://www.searchenginejournal.com/best-landing-pages/494196/

ในหนึ่งเว็บไซต์สามารถที่จะมีหน้า Landing Page กี่หน้าก็ได้ อาจจะหนึ่งหน้าต่อหนึ่งแคมเปญ หรือข้อเสนอที่คุณต้องการโปรโมทก็ได้ จากการสำรวจพบว่า นักการตลาดเกินกว่าครึ่งเลือกทำหน้า Landing Page จำนวนระหว่าง 5 - 10 หน้า ต่อเว็บไซต์เลยทีเดียว

ความแตกต่างระหว่างหน้าเฉพาะเจาะจง (Landing Page) กับหน้าแรก หรือหน้าหลัก (Homepage) ของเว็บไซต์ คือตัวหน้าเว็บไซต์จะไม่มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน หรือไม่มี Call-to-Action (CTA) สำหรับใช้นำทางให้ผู้ชมปฏิบัติตาม

แม้ว่าหน้า Homepage ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเว็บไซต์ แต่ว่ามันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับเนื้อหาที่มีความเฉพาะเจาะจง เพราะว่าหน้า Homepage มีไว้สำหรับให้บริการคนส่วนใหญ่ มันเหมาะสำหรับผู้เข้าชมเว็บไซต์โดยตรง แต่ถ้าเราอยากควบคุมผู้เยี่ยมชม ส่งพวกเขาไปยังหน้าเว็บไซต์ที่เราต้องการ หน้า Landing Page เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการนำพวกเขาไป

โดยเมื่อคุณมีสินค้า หรือแคมเปญที่ต้องการโปรโมท ก็เพียงสร้างหน้า Landing Page สำหรับใช้โปรโมทขึ้นมา จากนั้นก็ใช้เครื่องมือส่งข่าวอย่างอีเมล, โซเชียลมีเดีย, โฆษณา Pay-per-click (PPC) ในการส่งลิงก์หน้า Landing Page ไปให้กับลูกค้า

หากข้อความที่คุณสื่อสารออกไป และเนื้อหาที่มีอยู่ในหน้า Landing Page ของคุณ ตรงกับความสนใจของผู้รับ ก็มีความเป็นไปได้สูง ที่พวกเขาจะเสียเงินให้กับคุณ จากการสำรวจนักการตลาดจำนวน 10.9% กล่าวว่า Landing Page มี Conversion rate เฉลี่ยอย่างน้อย 20%

ส่วนจะทำอย่างไรให้ค่า Conversion rate ของหน้า Landing Page เพิ่มสูงขึ้น เราก็มีคำแนะนำมาฝาก

เทคนิคในการทำ หน้าเฉพาะเจาะจง ให้ประสบความสำเร็จ (Tips and Tricks to do a successful Landing Page)

1. อย่าใช้หน้า Homepage เป็นหน้า Landing Page

ข้อผิดพลาดที่นักการตลาดมือใหม่มักทำพลาด คือพยายามส่งผู้เยี่ยมชมไปยังหน้า Homepage เพียงเพราะอยากทำ LandingPage แต่ไม่รู้ว่าจะใส่อะไรลงไปในหน้าดังกล่าวดี

อย่างที่เราได้อธิบายไปในหัวข้อที่แล้ว ว่าหน้า Homepage ถูกออกแบบมาให้บริการคนส่วนใหญ่ เนื้อหาจึงมีความกระจัดกระจาย ไม่มีการเน้นประเด็นใดประเด็นหนึ่งเป็นพิเศษ ข้อความจำนวนมาก อาจทำให้ผู้เข้าชมไม่รู้ว่าจะเริ่มคลิกที่ไหนก่อน ดังนั้น เราจะสร้าง Landing Page ก็ต่อเมื่อเราต้องการทำแคมเปญ หรือเสนอข้อมูลที่ต้องการให้ลูกค้า 

ซึ่งการสร้าง Landing Page ในยุคนี้เป็นเรื่องง่าย ไม่จำเป็นต้องมัทักษะในการทำคอมพิวเตอร์กราฟิกมากมายก็สามารถทำได้ จากการสำรวจพบว่า นักการตลาดกว่า 43.6% นิยมใช้แม่แบบสำเร็จรูปที่มีให้เลือกใช้มากมายในการออกแบบหน้า Landing Page 

ปฏิบัติตามโครงสร้างมาตรฐาน

หลังจากที่รู้แล้วว่าเราจะใส่ข้อมูลอะไรลงไปในหน้า Landing Page ก็พยายามออกแบบตามหลักมาตรฐาน ซึ่งประกอบไปด้วย

  • พาดหัว และพาดหัวย่อย (ไม่บังคับ)
  • คำอธิบายโดยย่อ ว่าเราต้องการนำเสนอข้อมูลอะไร ?
  • ภาพประกอบ หรือวิดีโอสั้น อย่างน้อย 1 ภาพ
  • ข้อมูลสนับสนุนความเชื่อมั่น อย่างเช่น ใบรับรอง, โลโก้ลูกค้า, ผลทดสอบ (ไม่บังคับ)
  • แบบฟอร์มสำหรับเก็บข้อมูล หากไม่สามารถใส่ไว้บนหน้า Landing Page ได้ ก็ควรจะมี "ปุ่ม Call-to-action (CTA)" ที่สังเกตได้ง่าย ให้ผู้เข้าชมคลิกเพื่อนำทางไปยังขั้นตอนถัดไป

ข้อความในพาดหัวควรเลือกใช้ประโยคที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน มีความชัดเจนว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ? และหากต้องการอธิบายข้อมูลเพิ่มเติมก็เพิ่มไว้ที่คำอธิบายโดยย่อใต้พาดหัวได้ ทั้งนี้ ในส่วนของคำอธิบายก็ควรมีความกระชับ บอกถึงเหตุผลสำคัญว่าทำไมผู้เข้าชมถึงควรจะดำเนินการต่อในขั้นตอนถัดไป ซึ่งก็มักจะเป็นข้อมูลผลประโยชน์ที่จะได้รับ 

นอกจากนี้ งานภาพก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ดีไซน์ที่สวยงาม และสอดคล้องกับแคมเปญสามารถดึงดูดผู้ชมให้เกิดความสนใจได้เป็นอย่างดี

Landing Page คืออะไร ? และหน้าหน้าแลนดิ้งเพจ ที่ดีควรมีอะไรบ้าง ?
หน้า Landing Page ของ AirBnB

กำจัดเมนูที่ไม่จำเป็นออก

หน้า Landing page มีไว้เพื่อเพียงวัตถุประสงค์เดียว คือเพื่อกระตุ้นให้ผู้เข้าชมทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เราต้องการ

เมื่อผู้เข้าชมเข้าสู่หน้า Landing Page แล้ว ทางแบรนด์ก็อยากจะให้พวกเขาอยู่ในหน้านั้นจนกว่าที่พวกเขาจะลงมือทำในสิ่งที่เราต้องการ หรือคลิก "ปุ่ม Call-to-action (CTA)" เพื่อลงทะเบียน หรือไปหน้าสั่งซื้อสินค้าที่คุณทำโปรโมชัน ฯลฯ

หากในหน้า Landing Page มีเมนูหลายอย่าง อาจทำให้ผู้ชมลังเลว่าจะเลือกคลิปไปที่ไหนก่อนดี เพื่อให้พวกเขาทำในสิ่งที่คุณต้องการ จึงเป็นการง่ายกว่าที่ไม่เปิดโอกาสให้พวกเขามีตัวเลือก มีเมนูเดียว ปุ่มเดียว ไปเลยจะดีที่สุด

Landing Page คืออะไร ? และหน้าหน้าแลนดิ้งเพจ ที่ดีควรมีอะไรบ้าง ?
หน้า Landing Page ของ Apple
ภาพจาก : https://www.apple.com/th/iphone-15-pro/

ในกรณีที่หน้า Landing Page มีแบบฟอร์ม ตัวแบบฟอร์มก็ควรมีข้อมูลที่จำเป็นต้องกรอกให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และใช้เวลาไม่นาน จากการสำรวจ นักการตลาดจำนวน 30.7% แนะนำว่า คำถามจำนวนไม่เกิน 4 ข้อ เป็นจำนวนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับหน้า Landing Page และหากเป็นไปได้ควรมีตัวเลือกไม่ต้องให้ผู้ชมเสียเวลาพิมพ์ตอบคำถามเอาเอง

เป้าหมายต้องชัดเจน เข้าใจง่าย

อย่าพยายามใส่ข้อมูลจำนวนมากลงไปในหน้า Landing Page อย่าลืมว่าหน้านี้มีไว้เพื่อ บอกอะไร ? และ อะไรที่เราอยากให้ผู้เข้าชมทำ ?

ใช้ข้อความ, ลิงก์, ปุ่ม และภาพประกอบเท่าที่จำเป็น อะไรที่พิจารณาแล้วว่าไม่จำเป็น ตัดออกได้ก็ควรตัดออกให้หมด และอย่าลืมจัดเรียงเนื้อหาให้เป็นระเบียบ "ปุ่ม Call-to-action (CTA)" สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

สำหรับข้อความที่อยู่ใน "ปุ่ม Call-to-action (CTA)" ควรหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "Submit" (ส่งข้อมูล) เพราะความหมายมันกว้างมาก และผู้เข้าชมก็ไม่รู้ว่าพอกดคลิกแล้วข้อมูลอะไรบ้างที่ส่งออกไป คำที่เหมาะสมจึงควรเป็นคำที่บอกให้ทราบถึงผลลัพธ์ด้วย เช่น "Download Now" (ดาวน์โหลดทันที), "Register" (ลงทะเบียน) เป็นต้น

 

เนื้อหาต้องมีความสัมพันธ์กัน กับเนื้อหาที่นำทางมา

ไม่ว่าผู้เยี่ยมชมจะเข้ามาจากช่องทางไหนก็ตาม หน้าโฆษณา, อีเมล หรือ CTA จากแหล่งใดก็ตาม เนื้อหาที่เราใช้เชิญชวน กับเนื้อหาบนหน้า Landing Page ก็ควรจะมีรูปแบบเดียวกัน

เช่น ถ้าในหน้าโฆษณาเราระบุว่า "ลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลด 25%" ในหน้า landing Page ก็ควรจะมีข้อความ และการออกแบบที่ตรงกัน หรือคล้ายคลึงกัน เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมเกิดความรู้สึกมั่นใจว่าพวกเขามาถูกที่แล้ว

ให้ความสำคัญกับคุณค่าของเนื้อหา

สิ่งที่เราเลือกใส่ไว้ในหน้า Landing Page มีความสำคัญมาก เพราะสิ่งนั้นคือเป้าหมายในการมีอยู่ของหน้า Landing Page ดังกล่าว

แม้ส่วนใหญ่ เราจะใช้หน้า Landing Page เป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาด เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าทำตามเป้าหมายที่เราก็ตาม มันก็มีทั้งเนื้อหาที่เราควรใส่ และไม่ควรใส่ลงไปในหน้า Landing Page ตัวอย่างเช่น

  • อย่าใช้หน้า Landing Page เป็นหน้าดาวน์โหลด Fact sheet หรือไฟล์สนับสนุนต่าง ๆ
  • สามารถใช้หน้า Landing Page ในการแสดงข้อมูลเอกสารที่เป็น Whitepaper ได้
  • อย่าใช้หน้า Landing Page เป็นหน้าสำหรับ "Contact US" (ติดต่อเรา)
  • สามารถใช้หน้า Landing Page สำหรับคำแนะนำ, ขอทดสอบการใช้งาน, สาธิตผลิตภัณฑ์ หรือเสนอโปรโมชั่นได้

ถามเฉพาะคำถามที่คุณต้องการคำตอบ

หากในหน้า Landing Page ของเรามีฟอร์มให้กรอกข้อมูล จำนวนช่องที่เหมาะสมอาจจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่สินค้า และบริการของแต่ละแบรนด์

แต่มันก็มีกฏทองอยู่ข้อหนึ่งคือ ควรถามเฉพาะคำตอบที่คุณใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ เท่านั้น คำถามที่ไม่จำเป็น ไม่ต้องไปอยากรู้ หรือเก็บเผื่ออนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่มีความอ่อนไหว และเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว

ในส่วนของข้อมูลการติดต่อ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการติดต่อกลับไปด้วยวิธีการใด แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว แค่ชื่อ, อีเมล หรือเบอร์โทรศัพท์ก็เพียงพอแล้ว

Landing Page จะมีกี่หน้าก็ได้

เราสามารถสร้างหน้า Landing Page ขึ้นมากี่หน้าก็ได้ ยิ่งมีเยอะ ยิ่งเพิ่มโอกาสในการสร้างลูกค้าได้มากขึ้น

อ้างอิงจากการสำรวจข้อมูลจากนักการตลาด พบว่า 36.7% สร้างหน้า Landing Page มากถึง 5 หน้าสำหรับเว็บไซต์ของเขา อย่างไรก็ตาม ก็มีนักการตลาด 6.9% ที่สร้างหน้า Landing Page มากกว่า 26 หน้า สำหรับหนึ่งเว็บไซต์เลยทีเดียว

ไม่มีจำนวนหน้าที่เหมาะสมตายตัว รู้ไว้แค่เพียงว่าคุณอยากจะสร้างมันขึ้นมากี่หน้าก็ได้ตามจำนวนโปรโมชันที่คุณอยากทำเลย

ทำให้หน้า Landing Page สามารถกดแชร์ได้

อันนี้ไม่ใช่ข้อบังคับ แต่ถ้าทำได้ ก็จะเพิ่มโอกาสที่คนจะเข้ามาหน้า Landing Page ของคุณได้มากขึ้น

การใส่ปุ่ม หรือลิงก์ให้หน้า Landing Page สามารถแชร์ไปยัง Social Networks ได้ง่าย ๆ จะเพิ่มโอกาสผู้ที่เข้ามาชม อาจจะอยากแบ่งปันข้อมูลไปให้กับเพื่อน หรือครอบครัวของพวกเขาด้วย

นอกจากนี้ หากเป็นการทำโปรโมชัน ร่วมกับบริษัทอื่น ๆ ก็อย่าลืมแบ่งปันลิงก์หน้า Landing Page ไปในทุกช่องทางที่มี พึงระลึกไว้เสมอว่า ช่องทางยิ่งเยอะ ยิ่งเพิ่มโอกาสที่ผู้ซื้อจะเห็นมากขึ้น


ก็หวังว่า เพื่อน ๆ จะเข้าใจความสำคัญของหน้า Landing Page กันมากขึ้น และสามารถนำไปประยุกต์สร้างหน้า Landing Page ที่มีคุณภาพดีกันเป็นแล้ว

ต้นฉบับ :
ที่มา :