SEO คืออะไร ? หลักการทำ SEO มีอะไรบ้าง ? พร้อมแนะนำเครื่องมือเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

เมื่อ :
ผู้เข้าชม : 6,500
เขียนโดย :
SEO คืออะไร ? หลักการทำ SEO มีอะไรบ้าง ? พร้อมแนะนำเครื่องมือเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
SEO คืออะไร ? หลักการทำ SEO มีอะไรบ้าง ? พร้อมแนะนำเครื่องมือเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
เมื่อ :
ผู้เข้าชม : 6,500
เขียนโดย :

SEO คืออะไร ? หลักการทำ SEO มีอะไรบ้าง ?
พร้อมแนะนำเครื่องมือเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

คำว่า SEO น่าจะเป็นคำที่อยู่คู่วงการอินเทอร์เน็ตมานาน แล้วมันคืออะไร ทำไมถึงได้ยินคำนี้กันบ่อยจัง มาไขความลับของคำว่า SEO กันดีกว่าว่ามันคืออะไร เพราะคำนี้น่าจะกระจายอยู่ในวงการการตลาด สื่อออนไลน์อยู่ไม่น้อยเลย

บทความเกี่ยวกับ SEO อื่นๆ

เนื้อหาภายในบทความ

SEO คืออะไร ?
(What is SEO ?)

คำว่า SEO ย่อมาจากคำว่า "Search Engine Optimization" คือ วิธีการการเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหา ซึ่ง SEO มักใช้ในบทความบนเว็บไซต์ รูปภาพ คลิปวิดีโอที่ถูกค้นหาผ่านกูเกิล (Google Search Engine) ยิ่งเป็นสื่อออนไลน์ที่ใช้ทำการตลาดให้กับธุรกิจ แบรนด์สินค้า ยิ่งมีการทำ SEO ที่ขับเคี่ยว เข้มข้นมากเท่านั้น เพราะผลลัพธ์จากการทำ SEO คือ การช่วงชิงตำแหน่งแรก ๆ ในหน้ากูเกิลโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อโฆษณา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีโอกาสถูกผู้ใช้คลิกสูง นำไปสู่ยอดผู้ชมเว็บไซต์ที่มากขึ้น ยอดลูกค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น และยอดสั่งซื้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นนั่นเอง

หลายคนเข้าใจว่า การทำ SEO คือการใส่คำค้นหา (Keyword) ยอดนิยมลงไปในหน้าเว็บไซต์ในปริมาณมาก ๆ แต่จริง ๆ แล้วมีขั้นตอนที่ละเอียดกว่านั้น ประกอบกับเกณฑ์การคัดเลือกบทความของ Google นั้นมีการอัปเดตอยู่เสมอ จึงทำให้การทำ SEO เป็นกระบวนการที่มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด

SEO คืออะไร ?
ภาพจาก : https://commons.wikimedia.org/wiki/File:What_is_Search_engine_optimization%3F.jpg

โดยทั่วไปแล้ว บทความที่มักอยู่ในตำแหน่งแรก หน้าแรกของ Google Search Engine มีทั้งบทความที่เป็นประโยชน์ มีเนื้อหาน่าสนใจ, บทความที่วาง Keyword ยอดนิยมในปริมาณที่พอดี ผ่านเกณฑ์ของ Google ไปจนถึงบทความในเว็บไซต์ที่ผู้ใช้คนนั้นเปิดอ่านบ่อย ๆ แต่นอกจากเนื้อหา ส่วนประกอบในบทความแล้ว การจัดการหลังบ้านเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นโค้ด (Code) ปลั๊กอิน (Plug In) ส่วนเสริม (Extension) ใด ๆ ก็เป็นวิธีการทำ SEO เช่นกัน

เราจะทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ได้อย่างไร ?
(How to we build SEO to our website ?)

หลักการทำงานของ SEO ไม่ได้มีแค่คำค้นหา (Keyword) ยอดฮิตในบทความเท่านั้น แต่ต้องจัดการส่วนประกอบอื่น ๆ ของเว็บไซต์ แพลตฟอร์มต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบดังต่อไปนี้

1. On-Page SEO

การทำ SEO แบบ On-Page คือเราจะทำ SEO บนหน้าเว็บไซต์นั้น ๆ ทั้งตัวบทความ โค้ด ปลั๊กอินที่อยู่เบื้องหลัง เป็นต้น กล่าวง่ายๆ คือ เป็นปัจจัยภายใน (Internal Factor) เช่น

  • พาดหัวบทความ (Title)
  • แท็กประเภท หมวดหมู่บทความ (Tag)
  • URL (Uniform Resource Locators)
  • คำอธิบาย / พาดหัวรอง (Meta Description)
  • พาดหัวในบทความ (Heading 1, Heading 2, Heading 3)
  • ความยาวของเนื้อหาบทความ
  • รูปภาพ วิดีโอประกอบบทความ
  • ปุ่มแชร์หน้าเว็บไซต์ไปยังโซเชียลมีเดีย
  • อื่น ๆ

โดยทั่วไป หลาย ๆ ปัจจัยของการทำ On-Page SEO เช่น การทำพาดหัว เนื้อหาบทความให้มี Keyword ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป แต่บางข้อก็เป็นปัจจัยเสริม เช่น หากในหน้าบทความมีปุ่มสำหรับแชร์ไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ก็จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม (Traffic) ของเว็บไซต์ได้, หากเนื้อหาบทความมีหัวข้อที่น่าสนใจ สำนวนน่าอ่าน ความยาวที่พอดี ไม่ยาวเกินไป ไม่สั้นจนไม่ได้ใจความ ก็ช่วยดึงดูดความสนใจผู้อ่านให้อ่านบทความอื่น ๆ ในเว็บต่อได้

2. Off-Page SEO

การทำ SEO แบบ Off-Page SEO คือ การทำ SEO ที่เน้นปัจจัยภายนอก (External Factor) ที่อยู่นอกเหนือจากหน้าเว็บไซต์ของเราเอง ไม่ว่าจะเป็น

  • การประชาสัมพันธ์ (Public Relations)
  • การสร้างลิงก์ (Backlink Creator)
  • การทำการตลาด (Content Marketing)
  • การใช้อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing)
  • และอื่น ๆ

แต่จะอาศัยแรงจากผู้อ่านอย่างเดียวคงไม่พอ ก็ต้องพึ่งพาวิธีอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ การเลือกใช้สื่อที่เหมาะสมกับเนื้อหานั้น ๆ การส่งต่อเนื้อหาผ่านอินฟลูเอนเซอร์ บุคคลที่มีชื่อเสียงไปยังกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการทำการตลาดเพื่อวิเคราะห์ว่ากลุ่มผู้อ่าน กลุ่มเป้าหมายเนื้อหาแต่ละรูปแบบจะเป็นใครได้บ้าง

SEO มีประโยชน์อย่างไร ?
(SEO Benefits)

การทำ SEO เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ ของการทำบทความและสื่อออนไลน์ เพราะเมื่อผู้ใช้พิมพ์ค้นหาคำใด ๆ ลิงก์ที่ผู้ใช้มีโอกาสคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์สูง ก็คือลิงก์แรก ลิงก์ที่ 2 นั่นเอง ฉะนั้น การทำ SEO จึงเป็นการแย่งชิงตำแหน่งแรก ๆ ในส่วนของหน้าแสดงผลลัพธ์การค้นหา (Search Engine Result Page - SERP) ของ เครื่องมือค้นหา (Search Engine) ชื่อดังอย่าง Google โดยไม่ต้องพึ่งการซื้อโฆษณาจาก Google Ads จึงเป็นหนทางประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี

ประโยชน์อีกอย่างของการทำ SEO ก็คือ เว็บไซต์ ร้านค้าออนไลน์ แพลตฟอร์มของธุรกิจใด ๆ ที่ต้องการลูกค้าจับจ่ายซื้อสินค้า ก็ต้องอาศัยการทำ SEO เพื่อดึงดูดลูกค้าเช่นกัน ซึ่งก็ต้องเริ่มตั้งแต่การสร้างความประทับใจให้ลูกค้าตั้งแต่เยี่ยมชมเว็บไซต์ นำเสนอสินค้าด้วยรูปภาพ Keyword น่าสนใจ หากสินค้านั้นตรงใจกลุ่มเป้าหมายและมาพร้อมราคาดี ๆ ก็สามารถสร้างลูกค้าใหม่ให้ธุรกิจได้ไม่ยาก

สำหรับสถิติการค้นหาข้อมูลของ Google Search อยู่ที่ 5,900 ล้านครั้ง และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ แต่ตำแหน่งที่เว็บไซต์ถูกเข้าถึงได้ง่ายมีไม่กี่ตำแหน่งเท่านั้น การทำ SEO จึงช่วยแย่งชิงตำแหน่งยอดนิยมอีกทางหนึ่ง

SEO มีประโยชน์อย่างไร ?
ในจำนวนผลลัพธ์ 92 ล้านผลลัพธ์ ตำแหน่งแรก ๆ ย่อมได้เปรียบเสมอ

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บางส่วนไม่ได้สนใจลิงก์ในตำแหน่งแรก ตำแหน่งที่สองเสมอไป เพราะจุดประสงค์ของผู้ใช้บางประเภทต้องการข้อมูลจากหลายเว็บไซต์มาเปรียบเทียบกัน เช่น ผู้ใช้ต้องการซื้อสินค้าชิ้นหนึ่ง จึงอ่านรีวิวจากหลาย ๆ เว็บไซต์ หรือดูวิดีโอรีวิวประกอบจากหลายช่องทาง นอกจากนี้ ผู้ใช้บางคนค้นหารีวิวสินค้าชนิดเดียวกันแต่คนละยี่ห้อเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วย ซึ่งผู้ใช้เหล่านี้มีสิทธิที่จะใช้งาน Search Engine ไปจนถึงหน้า 2 หน้า 3 เลยทีเดียว

เพียงแต่ว่าผู้เขียนหรือเจ้าของเว็บไซต์ต้องทำ SEO ผ่าน Keyword บทความ รูปภาพ วิดีโอให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับผู้อ่านร่วมด้วยเช่นกัน เพราะ Google มีโอกาสที่จะคัดเลือกเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ขึ้นอันดับต้น ๆ มากกว่า

เพราะการทำ SEO เป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือค้นหา Keyword สำรวจกระแสว่าเนื้อหาคอนเทนต์นั้นได้รับความนิยมมากแค่ไหน เครื่องมือเช็คประสิทธิภาพเว็บไซต์ว่าดาวน์โหลดหน้าเว็บรวดเร็วแค่ไหน ฯลฯ มาดูกันว่าจะทำ SEO แต่ละครั้ง จะต้องใช้เครื่องมือแบบใดกันบ้าง

Google Search Console

Google Search Console เป็นเครื่องมือที่รวบรวมข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์นั้น ๆ อย่างละเอียด สามารถแจกแจงข้อมูลแต่ละส่วนออกมาให้อ่านค่าง่าย ๆ ทั้งค่าที่จำนวนหน้าเว็บถูกแสดงผล (Impressions) จำนวนคลิกที่เกิดขึ้นในเว็บไซต์, ค่าลำดับที่มีโอกาสอยู่ในหน้า Search Engine หน้าแรก (Average Position), ค่า Click-through Rate หรือ CTR คือ ค่าเฉลี่ยจากจำนวนการคลิกหารด้วยจำนวนการแสดงผลเว็บไซต์ คูณด้วย 100 ซึ่งค่า CTR นี้ ยิ่งสูงเท่าไหร่ ก็แปลว่ามีโอกาสที่ผู้ชมจะเข้ามาเห็นเว็บไซต์มากขึ้นเท่านั้น 

Google Search Console
ภาพจาก : https://developers.google.com/search/blog/2021/02/search-console-performance-discover-chrome?hl=th

นอกจากนี้ Google Search Console ยังใช้งานข้อมูลจากเว็บไซต์ของคุณให้เป็นประโยชน์ เช่นในภาพ คือการแสดงผลเว็บไซต์ผ่านส่วนของ Discover ใน Google Search Engine ซึ่งเป็นอีกช่องทางการเผยแพร่คอนเทนต์ชั้นดี เพราะกูเกิลรวบรวมข้อมูล ความสนใจจากผู้ใช้งาน และส่งคอนเทนต์ที่ค่อนข้างตรงกับกลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์นั้น ๆ ไปยังผู้ใช้งานนั่นเอง

Google Analytics

คนทำเว็บไซต์ทุกคนต้องรู้จัก Google Analytic เพราะนี่ก็เป็นเครื่องมือรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสถิติผู้ใช้งานว่าผู้เข้าถึงเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นใคร เพศ อายุ เข้าถึงเว็บไซต์ผ่านช่องทางใด (Google Search Engine, โซเชียลมีเดีย, เว็บไซต์อื่น ๆ หรือเข้าทางเว็บไซต์โดยตรง) ใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ มือถือระบบปฏิบัติการอะไร ฯลฯ ส่วนใหญ่ Google Analytics ถูกใช้งานคู่กับ Google Search Console และเป็น 2 แพลตฟอร์มหลักในการเก็บข้อมูลจากเว็บไซต์ที่ทรงพลังมาก ๆ

Google Analytics
ภาพจาก : googleanalyticsthailand.com

Google Keyword Planner

Google Keyword Planner หนึ่งในแพลตฟอร์มค้นหา Keyword ที่เหมาะกับคอนเทนต์นั้น ๆ แต่จะใช้งานเจ้า Keyword Planner ได้ จะต้องมีบัญชี Google Ads เสียก่อน เพราะเกี่ยวข้องกับการทำโฆษณาบน Google ร่วมด้วย สามารถค้นหาได้ทั้ง Focus Keyword คำค้นหาแบบตรงเป้าเป๊ะ ๆ และ Longtail Keyword หรือคำค้นหาที่เป็นประโยค มีคำขยายเพิ่มเติม

Google Keyword Planner
ภาพจาก : https://support.google.com/google-ads/answer/9907498?hl=en

จะเห็นได้ว่า จากการค้นหาคำว่า Dry Skin ใน Google Keyword Planner จะพบคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง ใกล้เคียง โยงถึงกันได้ รวมถึงจำนวนครั้งที่คำนั้น ๆ ถูกค้นหา คำดังกล่าวมีการแข่งขัน (Competition) กับคำอื่นมากน้อยแค่ไหน และถ้าซื้อ Google Ads ที่ใช้คำค้นหาแต่ละคำต้อง Bid ด้วยเงินจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะถูกนำไปคำนวณก่อนการตัดสินใจซื้อโฆษณา แต่ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลระดับนี้ ก็ยังมีเว็บไซต์ Keyword Planner อีกหลายเว็บที่น่าสนใจ

Ubersuggest

สำหรับ เว็บไซต์ Ubersuggest เรียกได้ว่าเป็นเว็บค้นหา Keyword ยอดนิยม และเป็นเว็บในดวงใจใครหลายคนรวมถึงผู้เขียน เพียงพิมพ์คำที่ต้องการลงไป แล้วเลือกประเทศที่ต้องการ เพื่อจำกัดพื้นที่ในการสำรวจ Keyword เพียงเท่านี้ ระบบก็จะค้นหาทั้ง Volume ปริมาณการค้นหาคำนั้น ๆ, Keyword Idea คำค้นหาที่ใกล้เคียงกับคำที่กำหนด, Content Idea ตัวอย่างเว็บไซต์อื่น ๆ ที่เขียนเกี่ยวกับคำค้นหานั้น ๆ

สไลด์รูปภาพ

 UbersuggestUbersuggestUbersuggest

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นฟีเจอร์เฉพาะผู้ใช้งาน Free Version หากสมัครบัญชี Ubersuggest หรือเลือกใช้งานแพ็กเกจ (มีค่าใช้จ่าย) ก็จะมีฟีเจอร์อื่น ๆ ให้ใช้งานอีกเพียบ

การทำ SEO นั้น เรียกได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากหากสนุกกับมัน ส่วนหนึ่งมาจากมาตรฐานการทำ SEO การคัดเลือกบทความ คอนเทนต์จาก Google ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งที่คนทำเว็บไซต์ต้องอัปเดตข้อมูล ปรับปรุงเว็บกันแบบไม่มีวันหยุด แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เว็บไซต์ คอนเทนต์ของคุณมีผู้สนใจจำนวนมาจนก่อให้เกิดรายได้ รับรองว่าหายเหนื่อยอย่างแน่นอน